เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจทรุดหนักในไตรมาส2
กสิกรไทยชี้ภัยพิบัติอาจฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นทรุดตัวหนักขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ได้ก่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างรุนแรง นับตั้งแต่ความเสียหายทางกายภาพที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประเมินไว้ที่ 25 ล้านล้านเยน ซึ่งประกอบด้วยความเสียหายในโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน เส้นทางขนส่ง ท่าเรือ และที่สำคัญคือระบบไฟฟ้า ไปจนถึงความเสียหายด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนักท่องเที่ยว ตลอดจนผลกระทบต่อภาคการส่งออกของญี่ปุ่นจากการหยุดดำเนินการของโรงงานและการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสินค้าเกษตรและอาหารจากเหตุระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
แม้ว่าเหตุภัยพิบัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 1 อีกทั้งตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจทั้งในภาคการผลิตและการจ้างงานใน 2 เดือนก่อนหน้าก็ยังมีสัญญาณที่ดี แต่ด้วยความรุนแรงของเหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกของปี 2554 หดตัวลงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อีกทั้งยังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจหดตัวมากยิ่งขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ศึกษาถึงผลกระทบของเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น พบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ภัยพิบัติในเดือนมีนาคม 2554 ปัจจัยหลักฉุด GDP ของญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ 0.7 (YoY) ในไตรมาสแรก
ในไตรมาสแรกของปี 2554 เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 0.7 (YoY) นำโดยองค์ประกอบด้าน การบริโภคเอกชน ที่หดตัวลงร้อยละ 0.9 (YoY) และ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ที่หดตัวลงร้อยละ 0.3 (YoY) อีกทั้งภาคการส่งออก ก็ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ไตรมาสที่ร้อยละ 6.7 (YoY) ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากปัจจัยลบ ดังต่อไปนี้
ในไตรมาสแรกของปี 2554 เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 0.7 (YoY) นำโดยองค์ประกอบด้าน การบริโภคเอกชน ที่หดตัวลงร้อยละ 0.9 (YoY) และ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ที่หดตัวลงร้อยละ 0.3 (YoY) อีกทั้งภาคการส่งออก ก็ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ไตรมาสที่ร้อยละ 6.7 (YoY) ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากปัจจัยลบ ดังต่อไปนี้
1. ภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากความเสียหายของโรงงานและการขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปยังภาคส่งออก
จากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โรงงานอุตสาหกรรม และปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่เพียงพอจากการหยุดผลิต/ปิดตัวลงของโรงงานไฟฟ้าหลายแห่ง ส่งผลให้ตัวชี้วัดด้านการผลิตในเดือนมีนาคม 2554 ต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ดิ่งลงมากที่สุดในรอบเกือบ 60 ปี รวมไปถึง Purchasing Manager Index (PMI) ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี และคำสั่งซื้อเครื่องจักร (Headline Machinery Order) ที่ลดลงอย่างมากเช่นกันเมื่อเทียบกับ 2 เดือนแรกของปี 2554 นอกจากนั้นด้วยผลจากการหยุดชะงักในภาคการผลิตดังกล่าว ส่งผลกระทบทำให้การส่งออกในเดือนมีนาคมและเมษายนหดตัวลงเป็นครั้งแรกหลังจากขยายตัวติดต่อกันมา 15 เดือน และยังมีแนวโน้มว่าอาจหดตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554
2. การจ้างงานและการบริโภคถูกกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
ความเสียหายที่เกิดแก่ธุรกิจต่างๆ นั้น ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในภาวะการจ้างงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย สะท้อนได้จากตัวเลขจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้น และจำนวนการจ้างงานโดยรวมของประเทศที่ลดลงในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า นอกจากนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังบั่นทอนบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย รวมไปถึงความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหารจากพื้นที่ใกล้เคียงโรงงานไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงทันทีในเดือนมีนาคมและลดต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 เดือนในเดือนเมษายน ซึ่งส่งผลให้ยอดค้าปลีกในเดือนมีนาคมลดลงในอัตรามากที่สุดในรอบ 13 ปีอีกด้วย
3. การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากวิกฤตนิวเคลียร์และความเสียหายในพื้นที่
ภายหลังจากเหตุพิบัติในเดือนมีนาคมจนถึงเดือนเมษายน จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นลดลงประมาณร้อยละ 50 จากช่วงเดียวกันของปี 2553 สอดคล้องกับยอดการยกเลิกการจองห้องพักประมาณร้อยละ 50 ซึ่ง World Travel and Tourism Council คาดว่าอาจก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายตลอดทั้งปีระหว่าง 0.9 – 1.9 ล้านล้านเยน
ท่ามกลางการฟื้นฟูความเสียหาย หลายปัจจัยท้าทายยังดำเนินต่อไปในไตรมาสที่ 2
ท่ามกลางการฟื้นฟูความเสียหาย หลายปัจจัยท้าทายยังดำเนินต่อไปในไตรมาสที่ 2
ภายหลังจากที่แผ่นดินไหวและสึนามิได้ผ่านไปเป็นเวลา 2 เดือนเศษนับจนถึงเดือนพฤษภาคม 2554 ภาครัฐและเอกชนต่างช่วยกันเร่งฟื้นฟูและพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งก็มีหลายปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีปัจจัยท้าทายหลายประการต่อการฟื้นตัวของญี่ปุ่นในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2554 ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัว ปัจจัยท้าทายการฟื้นตัว
1. รัฐบาลมีการใช้งบประมาณเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (นับถึงพฤษภาคม 2554) ดังนี้
- การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินคิดเป็นเม็ดเงิน 10 ล้านล้านเยน
- การจัดสรรวงเงินกู้เสริมสภาพคล่องภาคธุรกิจประมาณ 30 ล้านล้านเยน
- การจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูความเสียหายทางกายภาพก้อนแรกประมาณ 4 ล้านล้านเยน
และนอกจากนั้นรัฐบาลยังมีแผนการปรับขึ้นภาษีการค้าเพื่อนำเงินไปใช้เป็นรายจ่ายฟื้นฟูความเสียหายเพิ่มเติมอีกด้วย (อยู่ในระหว่างพิจารณาโดยสภาสูง)
2. ภาคการผลิตเร่งคืนกำลังการผลิตมาได้แล้วบางส่วน ซึ่งเร็วกว่าที่ได้กำหนดไว้ จากผลของการปรับตัว ดังนี้
- มีการปรับใช้ทรัพยากรของบริษัทในส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหาย จากทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ให้สามารถผลิตทดแทนโรงงานส่วนที่เสียหายไป
- มีการสลับช่วงเวลาการผลิต เช่น เปลี่ยนไปผลิตช่วงวันหยุด หรือในเวลากลางคืน เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง
โดยบริษัทผู้ผลิตเปิดเผยในทิศทางเดียวกันว่ากำลังการผลิตจะปรับตัวดีขึ้นอีกในไตรมาสที่ 3 และจะกลับมาเป็นปกติในไตรมาสที่ 4 1. การจัดสรรงบฟื้นฟูเศรษฐกิจถูกกดดันจากภาระหนี้ภาครัฐบาลที่สูงราว 2 เท่าของ GDP
นับตั้งแต่ต้นปี 2554 ตราสารหนี้ภาครัฐของญี่ปุ่นถูกลดอันดับ/แนวโน้มความน่าเชื่อถือหลายครั้ง จากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำและถูกซ้ำเติมจากเหตุภัยพิบัติ
27 ม.ค.54 S&P ลด Rating (เฉพาะ long-term credit) จาก AA เป็น AA-
22 ก.พ.54 Moody ลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ จาก Stable เป็น Negative (Rating คงเดิมที่ Aa2)
27 เม.ย.54 S&P ลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (เฉพาะ long-term credit) จาก Stable เป็น Negative (Rating คงเดิมที่ AA-)
กล่าวคือ ด้วยภาระการคลังที่ย่ำแย่ และความน่าเชื่อถือตราสารหนี้รัฐบาลที่ลดลง อาจส่งผลกดดันต่อการก่อหนี้เพิ่มเพื่อการฟื้นฟูประเทศ เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนที่รัฐบาลต้องจ่ายเป็นส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) ในอนาคต
2. การผลิตไฟฟ้ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในช่วงไตรมาสที่ 2 -3
- ไตรมาสที่ 2: บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าประเภทอื่น (เช่น LNG และน้ำมัน) เพื่อชดเชยไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ต้องหยุดไป แต่พลังงานไฟฟ้าที่ได้ก็ยังคงต่ำกว่าความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
- ไตรมาสที่ 3: บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าวางแผนจะคืนกำลังการผลิตให้ได้ถึงร้อยละ 86 ในเดือนกรกฎาคม และร้อยละ 93 ในเดือนสิงหาคม (ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ) แต่คาดว่าก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องปฏิบัติตามมาตรการประหยัดไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 15 และอาจทำให้โรงงานอุตสาหกรรมยังไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่ แม้ว่าความเสียหายทางกายภาพอาจได้รับการฟื้นฟูแล้วก็ตาม
ในช่วงที่เหลือของปี 2554 แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้รับปัจจัยบวกจากงบฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล และการทยอยฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ แต่ด้วยความเสียหายที่รุนแรงในไตรมาสแรก ประกอบกับปัจจัยท้าทายด้านความเพียงพอของพลังงานไฟฟ้าซึ่งกดดันการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2554 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปี 2554 เป็นหดตัวร้อยละ 0.3 (YoY) จากเดิมที่คาดว่าอาจขยายตัวเป็นบวกได้ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 อาจหดตัวมากขึ้นเป็นร้อยละ 1.9 (YoY) (หรือ-1.1 (QoQ)) หลังจากที่ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2554 หดตัวร้อยละ 0.7 (YoY) (หรือ-0.9 (QoQ)) แต่น่าจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 และเติบโตเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2554
ผลกระทบต่อประเทศไทย
การส่งออกไปยังญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 2 อาจได้รับผลกระทบจากการส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนที่ชะลอลง แต่ยังมีอานิสงส์จากการเร่งตัวขึ้นในการส่งออกกลุ่มวัตถุดิบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนโรงงานที่เกิดความเสียหายในญี่ปุ่น
ในเดือนเมษายน 2554 การส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นเติบโตร้อยละ 39.5 (YoY) จากคำสั่งซื้อในสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น เลนส์ เหล็กและเหล็กกล้า และวงจรรวมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.5, 44.5, และ 19.6 (YoY) ตามลำดับ เพื่อทดแทนสินค้าที่โรงงานในญี่ปุ่นยังไม่สามารถผลิตได้ทัน ขณะที่การส่งออกกลุ่ม ยานยนต์และชิ้นส่วนไปยังญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 8.5 (YoY) ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 19 เดือน จากการหยุดชะงักในสายการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นที่ต้องนำชิ้นส่วนจากไทยไปดำเนินการผลิตต่อ
ในเดือนเมษายน 2554 การส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นเติบโตร้อยละ 39.5 (YoY) จากคำสั่งซื้อในสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น เลนส์ เหล็กและเหล็กกล้า และวงจรรวมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.5, 44.5, และ 19.6 (YoY) ตามลำดับ เพื่อทดแทนสินค้าที่โรงงานในญี่ปุ่นยังไม่สามารถผลิตได้ทัน ขณะที่การส่งออกกลุ่ม ยานยนต์และชิ้นส่วนไปยังญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ 8.5 (YoY) ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 19 เดือน จากการหยุดชะงักในสายการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นที่ต้องนำชิ้นส่วนจากไทยไปดำเนินการผลิตต่อ
ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของบริษัทผู้ผลิตในญี่ปุ่นว่าอาจเริ่มปรับกำลังการผลิตเข้าสู่ภาวะปกติในราวไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ทำให้คาดว่าภาวะการเพิ่มขึ้นของการส่งออกชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนส่วนที่ผลิตได้ในโรงงานในญี่ปุ่นที่เสียหาย และการชะลอตัวในการส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อาจดำเนินต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 ขณะที่การส่งออกของไทยในสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสายการผลิตของญี่ปุ่นจะค่อยๆ ปรับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังปี 2554 ตามทิศทางการฟื้นตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น อีกทั้งไทยยังจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าเพื่อการฟื้นฟูความเสียหาย เช่น อุปกรณ์ก่อสร้าง ลิฟต์ บันไดเลื่อน และเฟอร์นิเจอร์ ที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
ภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นน่าจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3
อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ในไทยเริ่มส่งสัญญาณการคืนกำลังการผลิตได้ในเดือนมิถุนายน จากการใช้ชิ้นส่วนจากแหล่งผลิตอื่นๆ (Sourcing) และการเพิ่มกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายเดิมในญี่ปุ่นที่ยังสามารถผลิตได้ แต่อย่างไรก็ดีการผลิตในไทยก็ยังไม่สามารถทำได้เท่ากำลังการผลิตเดิม เนื่องจากยังขาดชิ้นส่วนบางชนิดที่ยังผลิตได้น้อยจากสายการผลิตทั่วโลก ดังนั้นจึงคาดว่าการผลิตรถยนต์ในไทยน่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ในไตรมาสที่ 3 และกลับสู่ภาวะปกติในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 ตามการฟื้นตัวของฐานผลิตในญี่ปุ่น
ไทยอาจได้รับความสนใจจากญี่ปุ่นมากขึ้นในฐานะแหล่งรองรับการย้ายฐานการผลิต
ไทยนับเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของญี่ปุ่นในแถบอาเซียน จากความพร้อมในด้านสาธารณูปโภค ทักษะแรงงาน และกำลังซื้อที่อยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน ทำให้แม้ญี่ปุ่นจะต้องเผชิญเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2554 แต่ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายนที่ร้อยละ 21.7 และ 141.6 (YoY) ตามลำดับ (จากข้อมูลของ BOI) ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุน ดังนั้น ในภาวะที่นักลงทุนญี่ปุ่นอาจคำนึงถึงการย้ายฐานการผลิตออกนอกญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องการเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นในอนาคต ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยเร่งพัฒนาแรงงานเฉพาะทางซึ่งยังมีไม่เพียงพอ ตลอดจนพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นไปพร้อมกับแนวโน้มการปรับขึ้นค่าจ้าง และและเร่งพัฒนามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นไปในทิศทางที่สอดประสานกันในทุกๆ ด้าน เช่น อากรขาเข้าของวัตถุดิบ ภาษีเงินได้นิติบุคคล วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน สิทธิประโยชน์ BOI เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากญี่ปุ่นต่อไปได้ในอนาคต
โดยสรุป เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการเกษตร จากความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรม การขาดแคลนไฟฟ้า การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนได้จากการหดตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกของปี 2554 ที่ระดับร้อยละ 0.7 (YoY) แม้ว่าภาคการผลิตและการจ้างงานของญี่ปุ่นในช่วง 2 เดือนแรกปี 2554 จะส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวที่ดีก็ตาม ซึ่งยืนยันโดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และ Purchasing Manager Index ที่ยังรักษาทิศทางเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2553 และตัวเลขการว่างงานที่ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2553
สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2554 แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้รับปัจจัยบวกจากงบฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล และการทยอยฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ แต่ด้วยความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 1 ของปี 2554 ประกอบกับปัจจัยท้าทายด้านความเพียงพอของพลังงานไฟฟ้าซึ่งอาจกดดันการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2554 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปี 2554 เป็นหดตัวร้อยละ 0.3 (YoY) จากเดิมที่คาดว่าอาจขยายตัวเป็นบวกได้ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตในไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 อาจหดตัวมากขึ้นเป็นร้อยละ 1.9 (YoY) (หรือ-1.1 (QoQ)) หลังจากที่ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2554 หดตัวร้อยละ 0.7 (YoY) (หรือ-0.9 (QoQ)) แต่น่าจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 และเติบโตเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 ซึ่งการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ญี่ปุ่นในไทยได้ และผลักดันให้การส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงเวลาดังกล่าว
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนญี่ปุ่นอาจเริ่มพิจารณาถึงการย้ายฐานการผลิตออกนอกญี่ปุ่นมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 ภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าว ดังนั้นไทยจึงควรถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยการเร่งพัฒนาแรงงานเฉพาะทางซึ่งยังมีไม่เพียงพอ ตลอดจนพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นไปพร้อมกับแนวโน้มการปรับขึ้นค่าจ้าง และเร่งพัฒนามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นไปในทิศทางที่สอดประสานกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ไทยสามารถรักษาความน่าสนใจในฐานะแหล่งรองรับการลงทุนชั้นแนวหน้าของอาเซียนได้ต่อไปในอนาคต









0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น